top of page

สภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์ หมายเลข 1833 ธรรมนูญสกอตแลนด์

หนังสือแสดงการยืนยันในการก่อตั้งสภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์ โดย 

​

ท่านประธานสภาฯก่อตั้ง  Bro กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา​

 

เอกลักษณ์ฟรีเมสันในประเทศไทย

​

                 ฟรีเมสันเข้ามาในประเทศไทยกว่า 100 ปีเริ่มด้วย

สภาฟรีเมสันเซนต์จอห์น (St John) ตั้งขึ้นตามธรรมนูญสกอตแลนด์

ในปี 1911 ขณะนี้ในประเทศไทยมีสภาฟรีเมสันตามธรรมนูญต่างๆ ทั้งหมด 5 ธรรมนูญ ดังนี้ สกอตแลนด์, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และ ดัทช์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรวมจำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้วก็มีไม่ถึง 200 คน ในจำนวนนี้มีคนไทยประมาณ 20 คน

ฟรีเมสันเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สอนให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าศีลธรรม เกียรติยศ คุณงามความดี ไมตรีจิต สันติสุข และความโอบอ้อมอารีย์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้รักษาความสงบเรียบร้อย กระทำทุกอย่างด้วยความถูกต้องและ การนับถือตนเอง ขณะเดียวกัน         ก็เน้นเรื่องการเคารพกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีความจงรักภักดีต่อองค์กรที่ตนร่วมอยู่ และศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถือ


                 มีคำถามว่า เหตุใดคนไทยถึงร่วมเข้าเป็นสมาชิก

ฟรีเมสันกันน้อยมาก ทั้งๆที่ฟรีเมสันเข้ามาก่อตั้งในประเทศไทยกว่า 100 ปีแล้ว เหตุผลคงไม่ไช่เพราะคนไทยไม่เชื่อในคุณค่าของ

ฟรีเมสัน แต่เพราะกำแพงสำคัญคือกำแพงทางภาษานั่นเอง

ภาษาที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆของฟรีเมสัน ล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ คนไทยใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก แม้ว่าจะมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นภาษาอังกฤษที่ชาวฟรีเมสันใช้ในการประกอบพิธีการต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษโบราณซึ่งยิ่งไม่ค่อยคุ้นเคยแม้แต่ชาวอังกฤษที่เป็นเจ้าของภาษาก็ไม่ได้ใช้กันในชีวิตประจำวัน

 

                อันที่เป็นจริงแล้ว การแปลจากภาษาหนึ่งเป็นอีก

ภาษาหนึ่ง คำต่อคำเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ท่าน Oliver W. Holmes,

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า คำๆหนี่งมีความไม่ชัดพอ ที่จะแปลเป็นอีกภาษาหนี่งให้ชัดเหมือนต้นภาษา คำๆหนึ่งในภาษาหนี่งเป็นเพียงเปลือกภายนอกของความคิดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามกาลสมัย และสถานที่ที่นำคำนั้นไปใช้

 

               ดังนั้นสภาฯ จึงได้ตัดสินใจที่คงภาษาอังกฤษไว้ในชื่อเรียก ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆในสภา และคำบางคำไว้เป็นภาษอังกฤษตามเดิมไปก่อน และจะพยายามค้นคว้าความหมายต่อไปจนกว่าจะได้พบคำแปลที่เหมาะสมที่มีความหมายในระดับเดียวกัน       

               ในฟรีเมสันสมาชิกที่มีคุณภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง สภาฯจะพิจารณารับสมาชิกที่มีคุณสมบัติที่ดีพร้อมพัฒนาตนเองไปเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำพาสภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์ของเราเติบโตไปข้างหน้าเพื่อสังคมชุมชนรอบข้างดียิ่งขึ้น 

    

               วิวัฒนาการและการเจริญเติบโตของสภาฟรีเมสันที่ใช้ภาษาไทยคงต้องใช้เวลาเช่นเดียวกับที่เราเฝ้าดูแล ถนุถนอมกล้วยไม้ที่กำลังเติบโต จนออกช่อดอกสวยงาม เราเชื่อมั่นว่าเราจะเติบโตทีละเล็กที่ละน้อยแม้ว่าจะช้าแต่เติบโตหยั่งรากลึกอย่างเข้มแข็ง และในที่สุดเราจะเห็นผลที่งดงามอันจะเป็นความภาคภูมิใจของทุกคนที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์

 

Bro กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา

Substitute District Grand Master,

Past Master Lodge St John No 1072, S.C.

Past Master Lodge Lan Xang No  1632  S.C.

​​

ประวัติความเป็นมาของชื่อสภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์

​

               คำว่า "รัตนโกสินทร์" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเต็มของ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย โดยนามนครแห่งนี้เริ่มว่า "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์" หมายความว่า นครอันยิ่งใหญ่เป็นที่สถิตย์ของเทพเทวดาทั้งหลาย และเป็นที่ประดิษฐานของแก้วอันสำคัญของพระอินทร์ (หมายถึงพระแก้วมรกต) ซึ่งตามตำนานแล้วเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญที่พระอินทร์บัญชาให้พระวิษณุกรรม (วิศวกรรม) สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ 

               ทั้งนี้คำว่า "รัตนโกสินทร์" ก็ยังเป็นชื่อเรียกอาณาจักรของไทยยุคปัจจุบันที่สืบทอดมาแต่ อาณาจักรทวราวดี อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรกรุงเทพทวาราวดีศรีอโยธยา (อยุธยา) และอาณาจักรกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร จนกลายเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งสภาฯของเราตั้งอยู่ในกรุงเทพฯจึงเลือกนาม "รัตนโกสินทร์" เพื่อความเป็นสิริมงคลและเจริญรุ่งเรืองของสภาฯเช่นเดียวกับกรุงรัตนโกสินทร์

​

ประวัติความเป็นมาของสัญลักษณ์สภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์

 

               สภาฯแห่งนี้ได้ใช้ พระปรางค์วัดอรุณ เป็นสัญลักษณ์

จึงขอเสนอประวัติความเป็นมาดังนี้


               สมเด็จพระเจ้าตากสิน ขุนศึกคนสำคัญในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา อดีตเจ้าเมืองตาก พร้อมด้วยทหารเอกได้ต่อสู้กับทหารข้าศึกตีฝ่าวงล้อมออกจากพระนครกรุงศรีอยุธยาพระองค์เสด็จเลียบตามชายฝั่งทางตะวันออกไปยังเมืองจันทบุรี และรวบรวมอาสาสมัครตามรายทางเพื่อให้กองทัพเข้มแข็งยิ่งขึ้น

และรวบรวมเสบียง ไพร่พลพร้อมทั้งต่อเรือรบ โดยหวังที่จะ

กอบกู้บ้านกู้เมืองกรุงศรีอยุธยากลับมา

               เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ยกทัพทางเรือหลังจากเสร็จศึกโดยหมายพระทัยว่าจะมาสร้างเมืองหลวงใหม่ ณ เมืองธนบุรีกองทัพเรือของพระองค์ได้มาจอดเทียบท่าที่หน้าวัดมะกอก

หน้าพระปรางค์สูง 16 เมตร (พระปรางค์องค์เก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา ลักษณะคล้ายพระปรางค์วัดระฆังในปัจจุบัน) ในยามเช้าตรู่ พระองค์ทรงเห็นว่าเวลาเช้าตรู่นั้นเป็นเวลามงคลยิ่งนัก จึงทรงโปรด ให้ตั้งชื่อใหม่ว่า "วัดแจ้ง" พระองค์ก็สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง และได้สร้างพระราชวังบริเวณติดกับวัดแจ้งและขยายเขตพระราชฐานออกไปจนครอบคลุมวัดแจ้งและกลายเป็นวัดในพระราชวังเฉกเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
               วัดแจ้งฯ มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมมีชื่อว่า วัดมะกอก โดยตั้งตามลักษณะในท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า

บางมะกอก เหตุเพราะมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเรียกนานเข้าก็เพี้ยนเป็น "บางกอก" ซึ่งเป็นชื่อที่เพี้ยนเป็นภาษาอังกฤษเรียกกรุงเทพว่า "Bangkok"

               หลังจากสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ในขณะทรงเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงได้บูรณะพระอารามทั้งอาราม และหลังจากขึ้นครองราชสมบัติ ทรงโปรดให้บูรณะพระปรางค์ทั้งองค์ขึ้นใหม่ สูงถึง 81.85 เมตร และกลายเป็นสัญลักษณ์หมุดหมายสำคัญที่ชาวต่างชาติจดจำถึงกรุงเทพมหานคร และประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

               สภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์ได้เลือก พระปรางค์วัดอรุณ เป็นสัญลักษณ์ของสภาฯ ไม่เพียงแต่ว่า พระปรางค์เป็นที่รู้จักทั่วไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ความกล้าหาญ ความจงรักภักดีต่อชาติ และ ความเป็นอิสระ และเพื่อระลึกถึงความเป็นผู้นำของสมเด็จพระเจ้าตากสิน นอกจากนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ความงามทางศิลปะ และความเข้มแข็ง ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)  ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ด้านศิลปะ การกวี ดนตรี และงานช่างงานแกะสลัก อีกทั้งด้านสถาปัตยกรรม ทรงเป็นนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์หนึ่ง ซึ่งฟรีเมสันก็มีที่มาจากช่างที่สร้างอาคารศาสนสถานอันใหญ่โตและมหัศจรรย์เช่นเดียวกัน และในปัจจุบันรัฐบาลยังได้กำหนดวันศิลปินแห่งชาติตรงกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) อีกด้วย

               พระอารามแห่งนี้มีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้งแต่ในที่สุดเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ และอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถ เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร" หมายความว่า วัดหลวงในยามรุ่งอรุณ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ประเภทราชวรมหาวิหาร

​

การสร้างสถานที่ประชุมประจำ

         ในตอนปลายทศวรรษที่ 1990 บรรดาสมาชิกฟรีเมสันในประเทศไทยเห็นพ้องต้องกันว่า สภาฟรีเมสันที่ก่อตั้งภายในธรรมนูญสกอตแลนด์ในประเทศไทย ควรมีหอประชุมเป็นของตัวเองเพื่อใช้ในการประชุม และประกอบพิธีการต่างๆ จึงได้จัดหาทุนโดยการ ระดมเงินทุนทั้งจากสมาชิกฟรีเมสันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อซื้อที่ดินและก่อสร้างอาคารหอประชุม

         ท่านอาจารย์ กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตประธานสภาฟรีเมสัน St John ได้ออกแบบอาคาร โดยเริ่มก่อสร้างภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญชาวฟรีเมสันให้อาคารมีความหมายและตรงตามธรรมเนียมของชาวฟรีเมสัน ในที่สุดอาคารหอประชุมได้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2004 บัดนี้เป็นที่ประชุมของ สภาฟรีเมสัน เซนต์จอห์น, สภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์ และสภาฟรีเมสันอื่นๆที่ก่อตั้งภายใต้ธรรมนูญอื่นๆ อีกด้วย

ฟฟๆๆๆๆๆ.png
IMG_4768_edited.jpg
Wat_Arun_Ratchawararam_Ratchawaramahawihan.jpg
ลายแกะสลักไม้บานประตู-พระวิหารหลวง-วัดสุทัศน์ฯ-ฝีพระหัตถ์รัชกาลที่-2.jpg

พระปรางค์วัดอรุณยามค่ำคืน
Cr. KOSIN SUKHUM

ลายแกะสลักไม้บานประตู พระวิหารหลวง
วัดสุทัศน์ฯ ฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2

​

ตราสัญลักษณ์ของสภาฟรีเมสันรัตนโกสินทร์

ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์
ที่ผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและความทันสมัย

อาคารหอประชุมฟรีเมสันเซนต์จอห์น

bottom of page